วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทที่ 6 อุปกรณ์การขนส่งในระบบเครือข่าย

                                                            

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่  6
1.หน้าที่หลักของบริดจ์
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจากโหนดหนึ่งเพื่อส่งไปยังอีกโหนดหนึ่ง
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจากเครื่องหนึ่งเพื่อส่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจากพอร์ตหนึ่งเพื่อส่งไปยังอีกพอร์ตหนึ่ง
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจาก  LAN  หนึ่งเพื่อส่งไปยังอีก  LAN  หนึ่ง
2.  โปรโตคอลโอเอฟ  แบ่งประเภทของเราเตอร์ออกเป็นกี่ประเภท
.  1   ประเภท                                                                                       
.  2   ประเภท
.  3   ประเภท                                                                                       
.   4  ประเภท
3.  เราเตอร์  (Router) มีหน้าที่อะไร
มีหน้าที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลในโหนดและระหว่างโหนด
.  มีหน้าที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลใน พอร์ตและระหว่างพอร์ต
.  มีหนี่ที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลในเครือข่ายและระหว่างเครือข่าย
.  มีหนี่ที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลในไคลเอ็นต์และระหว่างไคลเอ็นต์
4.  ข้อจำกัดของพีรีพีตเตอร์  คือ
.   2   ข้อ                                                                                              
.   3   ข้อ
.   4   ข้อ                                                                                             
.   5   ข้อ
5.  Spread  Spectrum  มีภารกิจที่สำคัญ  ประการ  คือ
.  DSSS  และ  IEEE
.   IEEE  และ  FHSS
.  FCC  และ FHSS
.  DSSS  และ  FHSS
6.  วิธี   DEMA  เป็นวิธีการแบบใด
จะแบ่งช่องทางการสื่อสารให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละช่วงเวลา
จะแบ่งช่องทางของเฟรมข้อมูลให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละช่วงเวลา
จะแบ่งช่องทางการสื่อสารให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละเครือข่าย
.  จะแบ่งช่องของเฟรมข้อมูลให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละเครือข่าย
7. การทำงานของ  Multiplexer  มีกี่วิธี
.  2    วิธี                                                                                              
.    วิธี
.  4    วิธี                                                                                              
.     วิธี
8.  ฮับ  (Hub)  มีหน้าที่อะไร
.  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างไคลเอ็นต์และเซิร์ฟเวอร์
.  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์
.  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างพอร์ตและพอร์ต
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างไคลเอ็นต์และพอร์ต
9.  IP  ย่อมาจากคำว่าอะไร
.  Internet  Protocol                                                                     
.   Intersection  Protocol
.  Internet  Process                                                                      
.   Intersection  Process
10.  ISM  Band  คืออะไร
.  ย่านความถี่คลื่นไมโครเวฟที่  FCC  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S
ย่านความถี่วิทยุที่  FCC  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S
ย่านความถี่คลื่นไมโครเวฟที่   IEEE  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S
.  ย่านความถี่คลื่นวิทยุ   IEEE  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S




เฉลย













      บทที่ 6
อุปกรร์การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
Accessory Network Transport System
 

5.1 เครื่องแม่ข่ายการสื่อสารข้อมูล (Communication Server)
5.2 มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer)
5.3 ริพิตเตอร์ (Repeatater)
5.4 บริดจ์ (Brpeater)
5.5 ฮับ (Hub)
5.6 เราท์เตอร์ (Router)
5.7 เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย
 
 
5.1 เครื่องแม่ข่ายการสื่อสารข้อมูล (Communication Server)
Communication Server มีหน้าที่จัดเตรียมทางที่จะเชื่อมต่อสถานีปลายทาง, เครื่องคอมพิวเตอร์, โมเด็ม, และ เครื่องพิมพ์เข้าสู่เครือข่าย Communication Server 1 เครื่องอาจมี Serial Ports เป็นชุดหลายๆ อัน เพื่อให้บริการในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย 






        จากรูปเป็นการใช้ Terminal Server เป็น Communication Server ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องเทอร์มินัล (IBM 3270) และเครื่องโฮสต์ (IBM ES9000) เป็นระบบเน็ตเวอร์ก นอกจากนี้Communication Server สามารถเชื่อมต่อกับโมเด็มเพื่อให้บริการการเข้ามาใช้ทรัพยากรจากระยะไกล (Remote Access ) เช่นนักศึกษาสามารถใช้เครื่อง PCและโมเด็ม ทำการ Dial มาจากที่บ้าน เพื่อจะเชื่อมต่อกับระบบเน็ตเวิร์คของมหาวิทยาลัยได้ ตามรูป



5.2 มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer)
เป็นอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่สามารถรับข้อมูลจากหลายๆ Input และทำการส่งผ่านสื่อในการ สื่อสารข้อมูลเช่น X.25, ISDN และ Frame Relay ซึ่งใช้ Multiplexer สำหรับการสื่อสารข้อมูลแบบ Packet Switching ซึ่งวิธีการในการทำงานของ Multiplexer มี 3 วิธีการด้วยกันTime Division Multiple Access (TDMA) วิธีการนี้จะแบ่งช่องทางการสื่อสาร (Channel) ให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละช่วงเวลา โดยแต่ละช่วงเวลาจะถูกออกแบบไว้สำหรับแต่ละเน็ตเวิร์คโหนด และจะมีการหมุนเวียนระหว่าง Channel และช่วงเวลาตลอดเวลา Frequency Division Multiplexer Access (FDMA) วิธีการนี้จะแบ่งช่องทางการสื่อสาร (Channel) เป็นช่วงความถีที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละช่วงเวลา แต่ละ channel จะมีความถี่ในการแพร่กระจายเป็นของตนเอง Multiplexer จะเปลี่ยนจากความถีหนึ่งเป็นอีกความถี่หนึ่งเพื่อในการส่ง ข้อมูล Statistical Multiplexer Access วิธีการนี้ถูกใช้โดย X.25, ISDN และ Frame Relay วิธีการนี้มีประสิทธิภาพมากกว่า TDMA และ FDMA เพราะว่าวิธีการนี้ Physical Medium Bandwidth จะถูกจัดสรรให้ตามความต้องการของแต่ละแอพพลิเคชั่นโดย Multiplexer จะคอยตรวจสอบช่องทางในการสื่อสาร (Channel) ที่ต้องการทำการสื่อสารข้อมูล

5.3 รีพีตเตอร์ (Repeater)
เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีหลักการทำงานง่ายที่สุดอีกทั้งยังมีราคาประหยัดที่สุด เหมาะสำหรับใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีรูปแบบการเชื่อมต่อแบบบัส อีเธอร์เน็ต เป็นต้น โดยทั่วไป รีพีตเตอร์มีรูปร่างเป็นกล่องขนาดปานกลางมีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวน2พอร์ตซึ่งหน้าที่หลักองรีพีตเตอร์คือการขยายระดับความแรงของสัญญาณไฟฟ้าที่ได้รับจากพอร์ตด้านหนึ่งของคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากสายนำสัญญาณแบบโคแอกเซียลชนิดอ่อน (ThinnetCaxialCable) ที่ใช้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัสนั้นมีขีดจำกัดในการใช้รับส่งสัญญาณได้ไม่เกิน 600 ฟุต หากใช้สายนำสัญญาณที่ยาวกว่านี้จะทำให้เกิดปัญหาระดับแรงดัน ไฟฟ้าที่ปลายสายนำสัญญาณลดต่ำลงจนไม่สามารถรับส่งข้อมูลได้ การติดตั้งอุปกรณ์รีพีตเตอร์เพื่อขยายระดับความแรงของสัญญาณไฟฟ้าและเป็นการเพิ่มระยะทางของการวางสายนำสัญญาณ
ออกไปได้อีก 600 ฟุตข้อจำกัดของรีพีตเตอร์
        1. ขอบเขตความสามารถของเครือข่ายซึ่งแม้จะสามารถใช้รีพีตเตอร์ช่วยขยายความแรงของสัญญาณและยึดขอบเขตการวางสายออกไปได้ก็ตามแต่การขยายขอบเขตดังกล่าวก็จะทำได้ไม่เกินกว่าข้อจำกัดของมาตรฐานการสื่อสารข้อมูลที่ใช้ เช่นในกรณีของเครือข่ายอีเธอร์เน็ตอัตราเร็ว 10 เมกกะบิตต่อวินาทีจะมีข้อจำกัดของระยะทางโดยรวมไม่เกิน 3,000 ฟุต ซึ่งในกรณีนี้ผู้ออกแบบระบบจะสามารถใช้รีพีตเตอร์เพื่อขยายระยะทางการใช้งานได้ไม่เกิน 4 จุด
        2. ผลกระทบจากพฤติกรรมการทงานของรีพิตเตอร์ซึ่งรีพีตเตอร์นั้นมิได้ทำหน้าที่ช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตต้นทางแต่อย่างใดหากเกิดมีสัญญาณรบกวนซึ่งอาจเกิดจากธรรมชาติหรือจากการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งปรากฎบนเครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่กับพอร์ตต้นทางรีพีตเตอร์จะทำการขยายทั้งสัญญาณที่เป็นข้อมูลและสัญญาณรบกวนนั้นพร้อมทั้งถ่ายทอดไปยังเครือข่ายที่เชื่อต่อกับพอร์ตปลายทาง ซึ่งมีผลทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลของทั้งเครือข่ายลดต่ำลงอย่างมาก
        3. รีพีตเตอร์มิใช้อุปกรณ์
NIC ซึ่งตามปกต ิNIC จะมีรูปแบบการทำงานตามมาตรฐานอีเทอร์เน็ตหากมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งซึ่งเขื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายด้านหนึ่งเริ่มทำการส่งข้อมูลออกมารีพีตเตอร์จะไม่สามกรถตรวจสอบได้ว่าบนเครือข่ายอีกด้านหนึ่งนั้นมีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งกำลังส่งข้อมูลอยู่ก่อนหรือไม่ และเนื่องจากเครือข่ายทั้งสองชุดซึ่งเชื่อมต่อกับ รีพีตเตอร์ตัวเดียวกันถือเป็นเครือข่ายเดียวกัน ในกรณีนี้จะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูล ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครือข่ายโดยรวมลดลงยิ่งเมือต่อรีพีตเตอร์เพื่อขยายระยะทางการวางสายมากชุดเท่าใด โอกาสของการเกิดปัญหาก็จะยิ่งมีมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเป็นตัวอย่างการติดตั้งรีพีตเตอร์ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มระยะทางการใช้งาน

5.4 บริดจ์ (Bridges)
หน้าที่หลักของบริดจ์คือ ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจากพอร์ตหนึ่งเพื่อส่งต่อไปยังอีกพอร์ตหนึ่งส่วนหน้าที่พิเศษที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือการตรวจสอบแอดเดรสปลายทาง (Destination Address) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับเฟรมข้อมูลภายในเครือข่ายแต่ละด้านหากพบว่าแอดเดรสดังกล่าวตรงกับแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมกับพอร์ตอีกด้านหนึ่งซึ่งถือว่าต่างเซ็กเมนต์กันบริดจ์จึงจะทำการขายความแรงสัญญาณ
นั้นพร้อมกับส่งข้ามไปยังเซ็กเมนต์ที่ถูกต้อง  


รูปร่างของบริดจ์และการเชื่อมต่อใช้งาน

               สำหรับแอดเดรสที่ถูกใช้กำหนดตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะเป็นแอดเดรสของ MAC (Medium Access Control) ซึ่งเป็นแอดเดรสมาตรฐานที่ใช้บอกระบุเครื่องคอมพิวเตอร์ แอดเดรส MAC ได้รับการกำหนดตายตัวบนแผนวงจรNIC ที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องและจะไม่มีโอกาสซ้ำกันบริดจ์จะทำสร้างตารางข้อมูลเพื่อเก็บรวบรวมหมายเลขแอดเดรส MAC ของบรรดาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับพอร์ตแต่ละด้าน ทั้งนี้โดยการเฝ้าดูเอดเดรสต้นทางที่ถูกมาพร้อมกับเฟรมข้อมูลซึ่งในท้ายที่สุดบริดจ์ก็จะทราบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์แอดเดรสใดบ้างอยู่ในแต่ละเซ็กเมนต์ ดังรูป เป็นการแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เซ็กเมนต์ที่เชื่อมต่อถึงกันโดยใช้บริดจ์ สมมติว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเดินขึ้นหลังจากเริ่มติดตั้งอุปกรณ์บริดจ์ลงในระบบเครือข่ายเครื่องคอมพิวเตอร์กีนรี(Kinnaree) ซึ่งมีแอดเดรส MAC เป็น 00C08B44E50C ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์นนทรี (Nontri)รหัสแอดเดคส MAC เป็น 00C08BE0052 หลังจากเครื่องคอมพิวเตอร์กินรีตรวจสอบแล้วว่าไม่มีการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นบนเครือข่าย ก็จะส่งเฟรมข้อมูลซึ่งบรรจุทั้งเนื้อหาข้อมูลรวมถึงแอดเดรสต้นทาง(กินรี)และแอดเดรสปลายทาง (นนทรี) ไปบนเครือข่ายในกรณีนี้บริดจ์ไม่อาจทราบได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์นนทรีเชื่อมต่ออยู่กับพอร์ตด้านใดของตนก็จะทากรขยายสัญญาณที่ได้รับบนพอร์ตAซึ่งเชื่อมต่ออยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์กินรี แล้วส่งไปยังเซ็กเมนต์ที่เชื่อมต่ออยู่กับพอร์ต B ซึ่งเห็นได้ว่าบริดจ์ยังคงทำงานเหมือนกับรีพีตเตอร์ทุกประการอย่างไรก็ตามทันที่ที่บริดจ์ตรวจพบว่ามีการส่งข้อมูลบนเซ็กเมนต์ที่เชื่อมอยู่กับพอร์ต A บริดจ์ก็จะทาการบันทึกว่าแอดเดรส 00C08B44E50C ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์กีนรีอยู่เซ็กเมนต์ที่เชื่อมอยู่กับพอร์ต A





 



             เครื่องคอมพิวเตอร์กินรีส่งเฟรมข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์นนทรีโดยมีการส่งแอดเดรส MAC ของตนเองลงไปในเฟรมข้อมูลบริดจ์จะบันทึกหมายเลขแอดเดรสของเครื่องกีนรีลงไปในฐานข้อมูลทางด้านพอร์ด A เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์นนทรีได้รับเฟรมข้อมูลไปแล้วและมีความต้องการจะส่งเฟรมข้อมูลกลับโต้ตอบไปหาเครื่องคอมพิวเตอร์นนทรีกระบวนการต่าง ๆ ก็จะกลับไปเหมือนในขั้นตอนแรกอีกครั้งดังแสดงในรูป โดยบริดจ์จะทำการบันทึกแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์นนทรีว่าอยู่บนเซ็กเมนต์ที่ต่อเชื่อมอยู่กับพอร์ต A แต่ในครั้งนี้เนื่องจากบริดจ์ทราบแล้วว่าแอดเดรสปลายทางของข้อมูลที่ปรากฎอยู่บนเครือข่ายเซ็กเมนต์ A เป็นแอดเดรสเครื่องคอมพิวเตอร์กันรีซึ่งเชื่อมต่ออยู่บนเซ็กเมนต์เดียวกัน บริดจ์ก็จะไม่ทำการส่งผ่านเฟรมข้อมูลไปยังเซ็กเมนต์ B อีกต่อไปซึ่งจะเห็นประโยชน์ของบริดจ์ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนเครือข่ายในแต่ละเซ็กเมนต์มีโอกาสได้ส่งข้อมูลอันจะทำให้บริดจ์สามารเก็บรวมรวมรายการแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมดการจัดสรรโอนข้อมูลข้ามเซ็กเมนต์ก็จะเป็นไปตามตำแหน่งเชื่อมต่อตามความเป็นจริงทำให้สามารถจัดสรรการไหลเวียนของข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายแต่ละเซ็กเมนต์ให้อยู่ภายในขอบเจตเครือข่ายแต่ละเซ็กเมนต์ให้อยู่ภายในขอบเขต เครือข่ายของตนเอง ซึ่งช่วยลดปัญหาการปะทะกันของข้อมูลระหว่างเซ็กเมนต์ซึ่งการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์อัปสร (แอดเดรส00C08B477B72) ก็จะถูกแยกออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์นนทรีและเครื่องคอมพิวเตอร ์กินรีอย่างเด็ดขาดในทางปฏิบัตินิยมเรียกแต่ละเซ็กเมนต์ที่เชื่อมต่ออยู่กับบริดจ์ว่า "โดเมนปะทะ"หรือ CollisionDomain ทั้งนี้เนื่องจากการปะทะหรือชนกันของข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์จะเกิดขึ้นเฉพาะภายในโดเมนหรือเซ็กเมนต์เดียวกันเท่านั้นจากรูปี้ แสดงให้เห็นการกำหนด CollisionDomain ของแต่ละเซ็กเมนต์ตามตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

5.5 ฮับ (Hub)
                   เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างไคลเอ็นต์ และเซอร์เวอร์ รวมถึงสามารถขยายสัญญาณที่ส่งได้ด้วยฮับ เปรียบได้กับชุมสายในระบบเครือข่ายที่มีรูปร่างแบบดาว (Star)10 Base Hub เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ใน LANแบบ Ethernet ที่ใช้การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ แบบดาวสำหรับ Work Group ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อฮับกับ Backbone เพื่อทำให้สามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลกับ Work Group อื่นได้Switching Hub ปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับแลนแบบ 802.3 คือ เมื่อสถานีในแลนเพิ่มมากขึ้นจะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลมากขึ้นและประสิทธิภาพของแลนจะตกลงวิธีแก้อย่างหนึ่งก็คือเพิ่มอัตราส่งจาก10Mbpsเป็น100Mbps แต่วิธีนี้ทำให้ต้องเปลี่ยนอันเตอร์เฟชบอร์ดใหม่ซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงมากทางแก้อีกแบบหนึ่งก็คือใช้สวิตซ์ฮับสำหรับแลนแบบ 802.3ดังแสดงในรูป สวิตซ์นี้จะประกอบด้วยการ์ดเสียบ (plug-in cards) 4 ถึง 32 แผ่น แต่ละแผ่นจะมีหัวข้อตั้งแต่1 ถึง 8 ตัวและแต่ละตัวต่อจะสามารถเข้าต่อกับคอมพิวเตอร์ซึ่งส่งข้อมูลแบบ 10BaseT การ์ดเสียบเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงส่งผ่านแบ็กเพลน (back plane) ที่มีอัตราส่งสูงกว่า 1 Gbps เมื่อสถานีส่งเฟรมข้อมูลเข้ามายังสวิตซ์ การ์ดเสียบจะตรวจสอบว่าเฟรมข้อมูลนั้นต้องการส่งให้สถานีที่เชื่อมโยงเข้ากับการ์ดเดียวกันหรือไม่ หากใช่ เฟรมข้อมูลก็จะถูกสำเนาส่งไปยังสถานีนั้นแต่หากไม่ใช่เฟรมนั้นก็จะถูกส่งผ่านแบ็กเพลนไปยังการ์ดปลายทางเพื่อส่งให้แก่สถานีปลายทางต่อไป ในกรณีที่สองสถานีบนการ์ดเดียวกันส่งข้อมูลพร้อมกันนั้นมีวิธีแก้ไข 2 รูปแบบ รูปแบบแรกนั้นหัวต่อของการ์ดเดียวกันจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นลักษณะของแลนแบบ 802.3 วงหนึ่ง ซึ่งมีการควบคุมการส่งข้อมูลของสถานีบนการ์ดนั้นเป็นแบบโปรโตคอล CSMA/CD ดังนั้นบนการ์ดหนึ่งมีสถานีส่งข้อมูลได้สถานีเดียวในขณะใดขณะหนึ่งแต่การส่งข้อมูลภายในการ์ดหนึ่งจะอิสระกับการ์ดอื่น ๆ แบบนี้แต่ละการ์ดจะสร้างขอบเขตของการชนกันของข้อมูล (collision domain) ของตนเองซึ่งเป็นอิสระกับการ์ดอื่นสำหรับรูปแบบทั้งสองนั้นแต่ละพอร์ตข้อมูลเข้าของการ์ดจะมีบัฟเฟอร์รับและส่งข้อมูลซึ่งเฟรมข้อมูลที่เข้ามาจะถูกเก็บไว้ในบัฟเฟอร์นี้ด้วยวิธีนี้ทุกพอร์ตของการ์ดจะสามารถรับข้อมูลเข้ามาและส่งออกไปพร้อมกันทำให้การทำงานเป็นแบบฟูลดูเพล็กซ์สวิตซ์ฮับแบบนนี้เมื่อมีเฟรมข้อมูลเข้ามาแล้ว การ์ดจะตรวจสอบว่าเฟรมนี้ต้องการส่งให้แก่พอร์ตอื่นในการ์ดเดียวกันหรือไม่ หากใช่ก็จะส่งเฟรมข้อมูลไปยังพอร์ตปลายทางโดยตรง ซึ่งข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในคนละบัฟเฟอร์กับข้อมูลที่พอร์ตรับมาจากสถานีของพอร์ตนั้น แต่หากไม่ใช่ก็จะส่งข้อมูลผ่านแบ็กเพลนไปยังการ์ดปลายทางแบบนี้เนื่องจากแต่ละพอร์ตมีบัฟเฟอร์ดังนั้นจึงไม่มีการชนกันของเฟรมข้อมูลเมื่อหลายสถานีบนการ์ดเดียวกันส่งข้อมูลพร้อมกันนอกจากการใช้งานของสวิตซ์ฮับที่แต่ละสถานีต่อเข้ากับแต่ละพอร์ตแล้ว จากรูปยังได้แสดงถึงการใช้พอร์ตหนึ่งเชื่อมโยงเข้ากับฮับธรรมดา 12 พอร์ตเมื่อสถานีหลายสถานีส่งข้อมูลเข้าสู่ฮับนี้การควบคุมการชนกันของข้อมูลก็เป็นแบบ CSMA/CD และเฟรมข้อมูลที่ไม่เกิดการชนกันก็จะสามารถเข้าสู่พอร์ตของการ์ดของสวิตช์ฮับ และเฟรมนั้นจะถูกส่งด้วยวิธีการของสวิตซ์ฮับดังอธิบายข้างต้น ด้วยการต่อแบบนี้ หากพอร์ตทุกตัวของการ์แทนที่จะต่อกับคอมพิวเตอร์กลับต่อเข้ากับฮับธรรมดาซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัวแล้ว สวิตซ์ฮับก็จะทำหน้าที่เหมือนกับบริดจ์เชื่อมโยงแลนหลายวงเข้าด้วยกัน

5.6 เราท์เตอร์ (Router)
           เราท์เตอร์มีหน้าที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลและดำเนินการส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยกันเพื่ออธิบายการทำงานของเราท์เตอร์จะเปรียบเทียบกับระบบไปรษณีย์โดยทั่วไปในกรณีของการส่งจดหมายภายในหมู่บ้านหรือตำบลเดียวกัน ในบางครั้งผู้เขียนจดหมายอาจระบุหน้าซองไว้สั้นๆไม่ละเอียดเช่น"ถึงนายสมหมายดวงดีเลขที่ 999 ถนนสายใหม่" ก็สามารถให้บุรุษไปรษณีย์สามารถส่งจดหมายถึงผู้รับได้ในกรณีนี้บุรุษไปรษณีย์มีหน้าที่การทำงานเหมือนอุปกรณ์ฮับ บริดจ์หรือสวิตซ์ ซึ่งสามารถใช้แอดเดรส MAC ที่ฝังอยู่กับแผงวงจรเชื่อมต่อกับเครือข่ายเช่นการ์ดของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องซึ่งเพียงพอสำหรับใช้อ้างอิงให้กับอุปกรณ์เชื่อมต่อทั้ง 3 ประเภท แต่เมือเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในองค์กรเข้ากับเครือข่ายขององค์กรอื่น ๆ หรือเชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะ เช่น อินเทอร์เน็ต การเปรียบเทียบที่ได้กล่าวมาข้างต้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นการรับส่งจดหมายภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศในกรณีนี้บุรุษไปรษณีย์ทั้งหมดจะต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน หรืออาจมีคนกลาง เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ในแต่ละเขตซึ่งทำหน้าที่คัดแยกและจัดเส้นทางการนำส่งจดหมายไปยังปลายทางโดยแยกย่อยออกเป็นหมู่บ้าน ในกรณีหากมีจดหมายจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือต้องการให้นำส่งไปยังผู้รับที่อยู่ในหมู่บ้านทางภาคใต้ การจ้าหน้าซองอย่างหยาบ ๆ เช่น"นายสมชาย ใจกล้า เลขที่ 88/78 ถนนสวนสน" ย่อมไม่ได้ใจความเพียงพอที่จะทำให้บุรุษไปรษณีย์ นำส่งจดหมายไปถึงที่หมายเพราะบุรุษไปรษณีย์เองก็ไม่ทราบว่า ผู้รับหรือถนนอิ่มใจอยู่ที่ใด จังหวัดใด แต่หากมีการลงรายละเอียดมากกว่านี้โดยอ้างถึงตำบลอำเภอจังหวัดและรหัสไปรษณีย์ก็จะทำให้สามารถส่งจดหมายไปยังผู้รับปลายทางได้อย่างถูกต้องเราท์เตอร์ก็มีหน้าที่คล้ายคลึงกับระบบไปรษณีย์ดังเช่นที่ผู้เขียนได้กล่าวได้เราท์เตอร์จะทำหน้าที่รับส่งข้อมูลจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งโดยการอ้างอิงถึงชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์จะใช้ทั้งแอดเดรสแบบ MAC และแอดเดรสของเครือข่าย เช่น แอดเดรส IP ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านแทบจะทุกท่านคงคุ้นเคยกับแอดเดรสชนิดนี้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่นิยมการติดต่อสื่อสารกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เทคนิคในการเลือกเส้นทาง ( Routing Techniques)


การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเราท์เตอร์
        เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปที่ 1 เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อเครือข่ายย่อย ๆ 3 ชุดเข้าด้วยกัน โดยสมมติได้ว่าแต่ละกลุ่มเป็นเครือข่ายภายในองค์กรแต่ละองค์กรที่แยกจากันอย่างสิ้นเชิง มีการติดตั้งอุปกรณ์เราท์เตอร์หมายเลข 1.เพื่อเชื่อมเครือข่ายที่ 1 เข้ากับเครือข่ายที่ 2 และติดตั้งเราท์เตอร์หมายเลข 2 สำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายที่ 2เข้ากับเครือข่ายที่ 3 ผู้เขียนจะอธิบายการทำงานของ เราท์เตอร์ภายในเครือข่ายดังกล่าวโดยสมมติให้เครื่องคอมพิวเตอร์ A ซึ่งอยู่ในเครือข่ายที่ 1 ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ Fซึ่งอยู่เครือข่ายที่ 3 ทั้งนี้จะขออธิบายเป็นลำดับขั้นตอนย่อย ๆ พร้อมดู
รูปประกอบ ดังนี้
        1. เครื่องคอมพิวเตอร์ A จะเริ่มทำการตรวจสอบแอดเดรส IP ของตนเอง โดยเปรียบเทียบแอดเดรส IPของเครื่องคอมพิวเตอร์ F ในกรณีที่พบว่าแอดเดรส IP ของตนและของเครื่องคอมพิวเตอร์ F เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกันเครื่องคอมพิวเตอร์ A จะทำการส่งข้อมูลออกไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ F โดยตรงแต่ในกรณีนี่เครื่องคอมพิวเตอร์ A ทราบว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ F ไม่ได้เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายเดียวกันกับตน ดังนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ A จะส่งสัญญาณที่เรียกว่า "Route Request" กระจายไปทั่วเครือข่ายที่ 1 เพื่อเป็นการสอบถามว่ามีอุปกรณ ์เครือข่ายใดบ้างที่สามารถนำข้อมูลที่ตนต้องการจะส่งต่อไปยังเครือข่ายอื่น
        2.เนื่องจากเราท์เตอร์หมายเลข1มีการเชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายที1และทำหน้าที่เก็บตารางข้อมูลของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ตนรู้จักทั้งหมด (ไม่จำเป็นจะต้องมีการเชื่อมต่อกันโดยตรงหรือไม่) เมื่อได้รับสัญญาณ"Route Request" จากเครื่องคอมพิวเตอร์ A ผ่านทางเครือข่ายที่ 1 และตรวจสอบพบว่าเลขหมายแอดเดรส IPปลายทางของเครื่องคอมพิวเตอร์ F ที่ถูกส่งมาพร้อมกับสัญญาณดังกล่าวเป็นเลขหมาย IP ในเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งที่ตนรู้จัก โดยในกรณีนี้เราท์เตอร์หมายเลข 1 ทราบว่าตนสามารถส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ Aผ่านไปยังเราท์เตอร์หมายเลข 2 เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางได้ก็จะทำการส่งสัญญาณตอบกลับไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ A
        3. เนื่องจากในเครือข่ายที่ 1 มีเราท์เตอร์เชื่อมต่ออยู่เพียงชุดเดียว ดังนั้นเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ A ได้รับสัญญาณตอบกลับจากเราท์เตอร์หมายเลข 1 เครื่องคอมพิวเตอร์ A ก็จะถือว่ามีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ Fปรากฎอยู่เพียงเส้นทางเดียวซึ่งก็คือเส้นทางที่ผ่านเราท์เตอร์หมายเลข 1 ดังนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ A ก็จะส่งเฟรมข้อมูลซึ่งมีการฝังหมายเลขแอดเดรส IP และแอดเดรส MAC ของเครื่องคอมพิวเตอร์ F ลงไปในส่วนเนื้อหาข้อมูล สำหรับแอดเดรส MAC ปลายทางที่ปรากฎอยู่บนเฟรมข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์Aนั้นจะเป็นแอดเดรส MACของเราท์เตอร์หมายเลข1ทั้งนี้เพราะเราท์เตอร์หมายเลข1จะถือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางสำหรับการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่ายที่ 1 ส่วนเรื่องที่ว่าเราท์เตอร์หมายเลข 1 จะส่งข้อมูลต่อไปถึงเครื่อคอมพิวเตอร์ปลายทางอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารภายในเครือข่าย ที่ 1
        4.เมื่อเราท์เตอร์หมายเลข 1 ได้รับเฟรมข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ A ก็จะทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับโดยใช้เทคนิค CRC เมื่อพบว่า ข้อมูลที่ได้รับไม่มีข้อผิดพลาดประการใด เราท์เตอร์หมายเลข 1จะทำการดึงข้อมูลออก มาจากเฟรมที่ได้รับ พร้อมกับสร้างเฟรมข้อมูลใหม่ขึ้นมีการใส่แอดเดรส MAC ของตนเองเป็นแอดเดรสปลายทาง พร้อมกับส่งเฟรมข้อมูลชุดใหม่นี้ไปยังเราท์เตอร์หมายเลข B 5. เราท์เตอร์หมายเลข 2 ได้รับเฟรมข้อมูลจากเราท์เตอร์หมายเลข 1 พร้อมทั้งทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับโดยใช้เทคนิค CRC พร้อมกับตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูลเมื่อพบว่าแอดเดรสปลายทางที่ฝังมากับเนื้อหาข้อมูลทั้งแอดเดรส IP และแอดเดรส MAC (โดยทั่วไปเราท์เตอร์มักตรวจสอบเพียงแอดเดรส IP เท่านั้น) ตรงกันกับแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ F เราท์เตอร์ F ก็จะทราบว่าตนไม่ต้องทำการติดต่อสื่อสารกับเราท์เตอร์ชุดอื่นอีกต่อไป พร้อมกับทำการสร้างเฟรมข้อมูลชุดใหม่ระบุแอดเดรส MAC ของตนและของเครื่องคอมพิวเตอร ์F เป็นแอดเดรสต้นทางและปลายทางบนเฟรมข้อมูลชุดใหม่เพื่อส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ F โดยตรง ถือเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการรับส่งข้อมูลจากที่ได้กล่าวมา ผู้อ่านย่อมเห็นว่าเมื่อเฟรมข้อมูลที่ถูกส่งภายในเครือข่ายที่ 1 จากเครื่องคอมพิวเตอร์ Aเดินทางไปถึงเราท์เตอร์หมายเลข 1 แอดเดรส MAC ต้นทางและปลายทางที่ปรากฎอยู่ในส่วนหัวของเฟรมข้อมูลนั้นจะไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้อีกต่อไปในเครือข่ายที่ 2 เราท์เตอร์จึงจำเป็นจะต้องทำการดึงข้อมูลจริงออกจากเฟรมข้อมูลพร้อมกับนำไปบรรจุในเฟรมข้อมูลใหม่ที่มีแอดเดรส MAC ต้นทางปลายทางที่เหมาะสมกับการส่งผ่านภายในเครือข่ายที่ 2 เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวไม่แตกต่างจากการสร้างเฟรมข้อมูลขึ้นใหม่แต่ประการใดดังนั้นรหัสตรวจสอบ CRC ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในเฟรมข้อมูลก็จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงค่าไปโดยอัตโนมัติเนื่องจากค่าของแอดเดรสเปลี่ยนไปสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการบังคับโดยปริยายให้เราท์เตอร์ทุกตัวทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับถึงแม้จะเหมือนกับเป็นการเสียเวลาในการประมวลผลข้อมูลทุกเฟรมในลักษณะดังกล่าวแต่ประสิทธิภาพและความเร็วในการประมวลผลข้อมูลของเราท์เตอร์ในปัจจุบันก็ไม่มีผลทำให้เกิดความล่าช้าในการสื่อสารภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปแต่ประการใด




โครงสร้างของเฟรมข้อมูลที่ส่งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ A ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ Fหลักในการเลือกทางเดินข้อมูล

1. การเลือกทางเดินที่สั้นทีสุด
การเลือกทางเดินที่สั้นทีสุด การเลือกการเลือกทางเดินที่สั้นทีสุดเป็นวิธีการที่ถูกนำไปใช้มากที่สุดแบบหนึ่งหลักการทำงานเริ่มต้นด้วยการสร้างรูปกราฟของระบบเครือข่ายย่อยโดยแต่ละโหนดในรูปกราฟแทนเราเตอร์และละตัวในเครือข่ายและให้เส้นเชื่อมโหนดแทนสายเครือข่ายที่ใช้เชี่อมต่อระหว่างเราเตอร์

2. การเลือกเส้นทางที่เหมาะที่สุด
เลือกทางเดินข้อมูลที่เหมาะสมที่สุด หลักการพื้นฐานของการหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ที่ไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของระบบเครือข่ายแบบใดกล่าวว่าถ้าเราเตอร์หนึ่ง อยู่บนเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดระหว่างผู้ส่งและผู้รับแล้วเส้นทางนั้นจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดระหว่าง เราเตอร์นั้นกับผู้รับข้อมูลด้วย ซิงค์ทรี

3. อัลกอริทึมการเลือกทางเดินแบบ Flooding
เป็นแบบสถิตย์คือไม่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของระบบจะส่งแพ็กเก็ตไปทุกทิศทางวิธีนี้จะเกิดการซ้ำซ้อนกัน ของข้อมูลเหมาะกับ งานเกี่ยวกับ กิจการทางทหาร วิธีการแบบ ฟลัดดิ้งสามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรียกว่า " วิธีฟลัดดิ้งบางทิศทาง" นั่นคือแทนที่จะส่งข้อมูลทุกทิศทุกทางเราเตอร์จะมีการเลือกเส้นทางที่เหมาะสมในการส่งข้อมูลต่อไป เช่นต้องการส่งข้อมูลไปยังทิศตะวันออกเราเตอร์ทุกตัวก็จะส่งแพ็กเก็ตไปยังทิศนั้น วิธีการนี้ใช้ได้กับเครือข่ายที่มีรูปร่างเป็นทรงเรขาคณิตเท่านั้น
4. เลือกทางเดินแบบ Flow Base
การเลือกเส้นทางในแบบนี้จะมีการพิจารณาปริมาณของข้อมูลในระบบเป็นหลัก คือ ถ้าเกิดเส้นทางการเดินทางมีปริมาณข้อมูลมากในเส้นทางนั้น ก็ให้หลีกเหลี่ยงไปใช้เส้นอื่นแทนแม้ว่าระยะทางจะมีมากกว่าก็ตามเป็นการเลือกทางเดินแบบสถิตย์ ที่นำเอาข้อมูลทางด้านโครงสร้าง เครือข่าย และปริมาณข้อมูลมาพิจารณาด้วย

5. การเลือกทางเดินแบบ Distant Vector
เป็นการเลือกทางเดินแบบ พลวัตรที่ได้รับความนิยมมาก เราเตอร์ทุกตัว จะต้องสร้างตารางเก็บข้อมูล เลาและเส้นทางที่ดีที่สุดจะต้องส่งตารางข้อมูล ทุกช่วงเวลา และเลือก เดินเส้นทางที่เวลาน้อยที่สุด บาง ครั้งอาจเกิดปัญหา Count - to - Infinityปัญหาการปรับปรุงตารางข้อมูล (การนับเข้าสู่อนันต์) การเลือกเส้นทางแบบตารางระยะทางมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีแต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถนำไปใช้ได้แม้ว่าจะช่วยในการหาคำตอบได้ในที่สุดแต่ใช้เวลานานมากอัลกอริทึมนี้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านดีอย่างรวดเร็วแต่ในทางลบจะช้ามากเช่น มีเส้นทางหนึ่งส่ง ข้อมูลไปยังเราเตอร์ X มีระยะเวลานานมาก เมื่อได้รับข้อมูลใหม่อาจพบเส้นทางใหม่ที่สั้นกว่าเดิม ก็จะนำมาแทนเส้นทางเก่าทันที แต่เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลยหากมีปัญหาที่เรียกว่า "การนับเข้าสู่อนันต์โปรโตคอลในการเลือกเส้นทาง (Touting Protocol)

1. โปรโตคอลโอเอสพีเอฟ (OSPF Protocal)ระบบ OSPF แบ่งประเภทของเราเตอร์ออกเป็น 4 ประเภทคือ
1. เราเตอร์ภายในเขตย่อยที่อยู่ภายในเขตย่อยเดียวกัน
2. เราเตอร์ชายแดนที่เชื่อมต่อกับเขตย่อยตั้งแต่สองเขตขึ้นไป
3. เราเตอร์ในระบบการสื่อสารหลัก
4. เราเตอร์ที่เชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายอัตโนมัติ
ระบบ OSPF จะแบ่งเราเตอร์ออกเป็นเขตย่อยๆ หรือพื้นที่ย่อยๆ ที่มีความสำพันธ์กันหรือใช้โพรโตคอลที่ใช้
ในการติดต่อต่างกันและจะเลือกเราเตอร์ขึ้นมาอย่างน้อยหนึ่งตัวที่ใช้ติดต่อระหว่างแต่ละพื้นที่ เรียกว่า เราเตอร์ตัวแทนหรือเราเตอร์ชายแดนและจะมีพื้นที่พิเศษในระบบออโตโนมัสซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของระบบ เรียกว่า Backbone พื้นที่อื่นๆจะต้องมีจุดเชื่อมต่อเข้ากับ Backbone เสมอ และ backbone จะมีหมายเลขพื้นที่เท่ากับ 0 เสมอ การหาระยะทางของเราเตอร์จะส่งแพ็กเก็ตที่เรียกว่า Hello Packet ไปยังเราเตอร์อื่นๆแบบ Floding เมื่อเราเตอร์อื่นได้รับจะต้องตอบกลับแพ็กเก็ตทันทีและแต่ละเราเตอร์ก็จะสร้างตารางระยะทางไปยังเราเตอร์อื่นๆจากข้อมูลที่ได้รับ โดยใช้เราเตอร์ของตัวเองเป็นรากหรืออาจจะคำนวณระยะทางระหว่างเราเตอร์โดยมี ค่าน้ำหนัก ที่คำนวณได้มาจากระยะทาง เวลาการรอคอย และองค์ประกอบอื่นๆที่ต้องการ โดยการพิจารณาการรอคอยนั้นจะมีการส่งแพ็กเก็ตพิเศษ (Echo Packet) ที่กำหนดให้เราเตอร์ที่ได้รับต้องส่งนี้กลับทันทีทำให้ทราบเวลาการรอคอยที่แน่ชัด และคำนวณหาระยะทางที่สั้นที่สุด ในการติดต่อระหว่างพื้นที่อื่นๆจะมีตัวแทนจะเป็นตัวติดต่อและจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลาที่กำหนดไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างพื้นที่หรือนอกพื้นที่

2. โปรโตคอลบีจีพี (BGP Protocol)
บีจีพีจะให้เลขระบบออโตโนมัสกำกับเส้นทางที่แลกเปลี่ยนระหว่างระบบออโตโนมัสเพื่อให้ทราบได้ถึงต้นกำเนิดของเส้นทางนั้นเทคนิค พาทเวกเตอร์ (path vector) ที่ใช้ในบีจีพีจึงไม่ใช้การประกาศค่าเส้นทางที่มีเมตริกกำกับ บีจีพีจะส่งข้อมูลเส้นทางโดยกำหนดหมายเลขออโตโนมัสในลักษณะของข้อความว่า"สามารถไปถึงเครือข่ายนั้นโดยผ่านระบบออโตโนมัสหมายเลข….." วิธีเช่นนี้ทำให้การใช้เมตริกไม่มีความหมาย เนื่องจากเส้นทางหนึ่งๆอาจผ่านระบบออโตโนมัสหลายระบบซึ่งอาจใช้โปรโตคอลเกตเวย์ภายในที่แตกต่างกันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำเมตรกที่แตกต่างกันมาคำนวณร่วมกันและตัดสินว่าเส้นทางใดเหมาะกว่ากันซึ่งด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงอธิบายว่าทำไม บีจีพีจึงใช้เพียงแต่ เส้นทางที่ไปถึงได้ เท่านั้น

5.7 เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย Wireless Networleins Technology
Wireless Networleins คือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สายที่ทำให้เราสามารถเชื่อต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าหากันและสามารถส่งผ่านข้อมูลหากันได้โดยที่ไม่ต้องใช้สายแล้วนอกจากนี้ยังสามารถที่จะทำการเชื่อมต่อระบบแลนแบบไร้สายกับแบบมีสายให้สามารถส่งผ่านข้อมูลหากันได้และมีความสามารถในการส่งผ่านทะลุสิ่งกีดขวางต่างๆได้เช่น กระจกพาร์ทิชั่น โต๊ะทำงาน และกำแพงได้ในกรณีที่สัญญาณไม่สามารถทะลุผ่านไปได้ก็ใช้วิธีตกกระทบหรือ เลี้ยวผ่านไป









จากภาพเป็นเชื่อต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเก่าที่มีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนี้ซึ่งมีสายเชื่อโยงกัน ระยะทางโดยประมาณไม่เกิน 100 เมตร ความเร็วตั้งแต่ 10 Mbps (Ethernet 10 Mbps) หรือ 100 Mbps (Fast Ethernet 100 Mbps)










จากภาพเป็นลักษณะของ ที่ลดการเดินสายลงและเปลี่ยนจาก การใช้ HUB หรือ Switching มาเป็น Access Pointส่วนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะใช้ Wireless Network Adapter ในการเชื่อมสัญญาณมาตรฐานเครือข่ายไร้สาย (Wireless Technology Standard) เป็นมาตรฐานที่ว่าด้วยเรื่อง Wireless LAN ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรฐานและรายละเอียดสำหรับในบริษัทต่าง ๆ ในการออกแบบ พัฒนา และสร้างอุปกรณ์ Wireless วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทำให้อุปกรณ์ของบริษัทต่างๆที่ให้มาตรฐานเดียวกันนี้สามารถทำงานร่วมกันได้ซึ่งมาตรฐานฐานแรกของ Wireless LAN คือ IEEE 802.11 เป็นมาตรฐานสำหรับเครือข่าย LAN แบบไร้สาย ซึ่งมีความเร็วในการสื่อสารข้อมูล ความเร็ว 2 Mbps ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นมาตรฐาน IEEE 802.11b ที่ความเร็ว 11 Mbps ซึ่งมาตรฐาน IEEE 802.11B รองรับเทคโนโลยีต่อไปนี้
- CSMA/CD Protocol
- การทำ Roaming ได้หลายช่องสัญญาณ
- การปรับความเร็วในการรับส่งข้อมูลแบบอัตโนมัติ
- RTS/CTS Feature
- การทำ Fragmentation
- การทำ Power Management
- ระยะทางการเชื่อมต่อสำหรับเครือข่ายแลนไร้สาย
ระยะทางการรับส่งสัญญาณ :







ช่องสัญญาสำหรับเครือข่ายไร้สาย (Channel )
เป็นช่องสัญญาณที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่าง Wireless Network Access Point กับ Wireless Network PC Card และการ Setup เรื่องของ WirelessLAN นั้นจะต้องมีการ Setup ช่องสัญญาณความถี่ที่จะต้องใช้ในการติดต่อสื่อสารของ Wireless LAN ซึ่งมีให้เลือกใช้ ตั้งแต่ (Frequency Band) 2.4 to 2.4897 GHzในส่วนของการติดต่อข้อมูลสื่อสารของ Wireless LAN นั้นก็ยังคงใช้ลักษณะการรับส่งเหมือนกับ ระบบเครือข่ายแบบมีสายธรรมดานั่นเองคือ Media Access Protocol Carrier sense multiple access with collision avoidance (CSMA/CA) และ WirelessLan มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ Access Point กับเครื่องลูกต่าง ๆแบบอัตโนมัติ เมื่อสัญญาณถูกรบกวน เพราะว่า Wireless LAN นั้นจะสามารถส่งความผ่านความเร็วได้หลายอัตราตามระยะทางและอุปกรณ์สิ่งกีดขวางต่าง ๆ เช่น 1,2,5.5 และ11 Mbps ซึ่งจะมีผลจากการเชื่อมต่อระหว่าง AccessPoint กับเครื่องลูกต่างๆขึ้นอยู่กับสภาวะสัญญาณที่สูญเสียไปDHCP & Roaming Access pointการรองรับการจ่าย IP (Internet Protocol) อัตโนมัติให้กับเครื่องลูกข่าย ซึ่งจะทำให้ง่าย ต่อการ setup เครื่องลูกข่าย และรองรับฟังก์ชั่นการทำงานแบบ Roaming ซึ่งจะทำให้ Users สามารถใช้งาน Access Point ตัวอื่นๆได้ หากว่าพ้นรัศมีของการทำงานของ Access Point อีกตัวหนึ่งAd-Hoc และ Infrastructureเป็นกลไกลการสร้างระบบความปลอดภัยให้กับข้อมูลรับส่งกันในระบบ WLAN โดยการใช้ Shared Key ขนาด40 บิตและรองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b เมื่อมีการกำหนดให้ใช้งาน WEP อุปกรณ์Wireless ทุกตัวในระบบต้องอนุณาตให้มีการใช้งาน WEP เช่นเดียวกันและ SharedKey ที่ใช้จะต้องกำหนดให้เหมือนกันด้วย
BSS ID

คือ ชื่อที่ตั้งขึ้นสำหรับระบบ Wireless LAN ที่ออกแบบระบบเป็นแบบ Ad-hoc หรือ Peer to Peer ระบบนี้จะเรียกว่า Basic Service Set (BSS) คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในระบบนี้จะต้องกำหนดชื่อBSS ID ให้ตรงกันISM Bandคือ ย่านความถี่คลื่นวิทยุที่FCC และ Counterpart outside of the U.S. ได้กำหนดและอนุญาตให้ใช้ในงานอตุสาหกรรม, วิทยาศาสตร์ และ ทางการแพทย์ ซึ่งมีย่านความถี่ในช่วง2.4 GHz ISM ย่อมาจากคำว่า Industrial, Scientific และ Medical

Spread Spectrum
คือ เทคโนโลยีการ Spread Spectrum เป็นเทคนิค Wideband Radio Frequency เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารในงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และงานภารกิจที่สำคัญมีสอง ประเภทคือ Direct Sequence Spread Spectrum (DSSS) และ Frequency Hopping Spread Spectrum (FHSS)



แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยที่  6
1. การทำงานของ  Multiplexer  มีกี่วิธี
.  2    วิธี                                                                                              
.    วิธี
.  4    วิธี                                                                                              
.     วิธี
2.  วิธี   DEMA  เป็นวิธีการแบบใด
จะแบ่งช่องทางการสื่อสารให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละช่วงเวลา
จะแบ่งช่องทางของเฟรมข้อมูลให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละช่วงเวลา
จะแบ่งช่องทางการสื่อสารให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละเครือข่าย
.  จะแบ่งช่องของเฟรมข้อมูลให้เฉพาะเจาะจงในแต่ละเครือข่าย
3.  ข้อจำกัดของพีรีพีตเตอร์  คือ
.  2   ข้อ                                                                                                
.  3   ข้อ
.  4   ข้อ                                                                               
.  5   ข้อ
4.  หน้าที่หลักของบริดจ์
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจากโหนดหนึ่งเพื่อส่งไปยังอีกโหนดหนึ่ง
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจากเครื่องหนึ่งเพื่อส่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจากพอร์ตหนึ่งเพื่อส่งไปยังอีกพอร์ตหนึ่ง
ขยายระดับความแรงของสัญญาณที่ได้รับจาก  LAN  หนึ่งเพื่อส่งไปยังอีก  LAN  หนึ่ง
5.  ฮับ  (Hub)  มีหน้าที่อะไร
.  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างไคลเอ็นต์และเซิร์ฟเวอร์
.  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์
.  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างพอร์ตและพอร์ต
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างไคลเอ็นต์และพอร์ต

6.  เราเตอร์  (Router) มีหน้าที่อะไร
มีหน้าที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลในโหนดและระหว่างโหนด
.  มีหน้าที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลใน พอร์ตและระหว่างพอร์ต
.  มีหนี่ที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลในเครือข่ายและระหว่างเครือข่าย

.  มีหนี่ที่รับผิดชอบในการแบ่งส่วนตรวจสอบหาเส้นทางการส่งข้อมูลในไคลเอ็นต์และระหว่างไคลเอ็นต์
7.  โปรโตคอลโอเอฟ  แบ่งประเภทของเราเตอร์ออกเป็นกี่ประเภท
.    ประเภท                                                                                       
.    2   ประเภท
.    3  ประเภท                                                                                       
.    4   ประเภท
8.  IP  ย่อมาจากคำว่าอะไร
.  Internet  Protocol                                                                     
.  Intersection  Protocol
.  Internet  Process                                                                      
.   Intersection  Process
9.  ISM  Band  คืออะไร
.  ย่านความถี่คลื่นไมโครเวฟที่  FCC  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S
ย่านความถี่วิทยุที่  FCC  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S
ย่านความถี่คลื่นไมโครเวฟที่   IEEE  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S
.  ย่านความถี่คลื่นวิทยุ   IEEE  และ  Counterpart  Outside of  the  U.S
10.  Spread  Spectrum  มีภารกิจที่สำคัญ  ประการ  คือ
.  DSSS  และ  IEEE
.   IEEE  และ  FHSS
.  FCC  และ FHSS
.  DSSS  และ  FHSS



เฉลย






  
   
  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น