วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทที่ 3 มาตรฐานและเทคโนโลยีของระบบเครือข่าย





แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่  3

1.คำว่า  OSI  ย่อมาจากคำว่าอะไร
ก.  International  Standard  Original                                         
ข. 
International  Standard  Organization
ค. 
Interactive  Standard  Original                                             
ง. 
Interactive  Standard  Organization
2.  HTTP   ย่อมาจากคำว่าอะไร
ก.  Hypir  Text  Transfer  Protocol                                             
ข. 
Hight  Text Transfer  Protocol
ข. 
Hight  Text Transaction  Protocol                                        
ง. 
Hight  Text Transaction  Protocol
3.  สถาปัตกรรมเครือข่าย  TCP/IP  สามารถแบ่งออกได้กี่ชั้น
ก.  5    ชั้น                               
ข.  6    ชั้น                               
ค.  7    ชั้น                              
ง.  8     ชั้น
4. องค์กรที่จัดมาตรฐานที่รวบรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ  ของสหรัฐอเมริกาคือสถาบันมาตรฐานใด
ก.  IEEE                                 
ข. 
ISO                                  
ค. 
OSI                                  
ง.
ANSI

5. หน้าที่ที่สำคัญในการกำหนดเส้นทางการส่งข้อมูลผ่านโหนดต่าง ๆ  ของระบบเครือข่ายจากต้นทางไปถึงปลายทางได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว   เป็นหน้าที่ของระดับใดใน  OSL  Model
ก.  ระดับเน็ตเวิร์ก                                                                                 ข.  ระดับชั้นเซสซัน
ค.  ระดับชั้นดาต้าลิงก์                                                                        
ง.  ระดับชั้นทรานสปอร์ต
6. เป็นการเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์  โดยใช้สายนำสัญญาณหลักพียงเส้นเดียว  เป็นการเชื่อมต่อแบบใด
ก. แบบบัส                                                                                             ข.  แบบวงแหวน
ค.  แบบดวงดาว                                                                                   ง.  แบบผสม
7.รูปแบบการเชื่อมต่อในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีกี่รูปแบบ
ก.   2   รูปแบบ                                                                                       ข.   3   รูปแบบ
ค.   4   รูปแบบ                                                                                       ง.    5   รูปแบบ
8.  ตัวรูปแบบระบบเครือข่าย  OSI  ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้น    ได้กี่ชั้น
ก.  5    ชั้น                               
ข.  6    ชั้น                                
ค.  7    ชั้น                              
ง.  8    ชั้น
9.  ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลให้รับได้ทีละหลายๆ  เครื่องพร้อม  ๆ กัน  เป็นข้อดีของระบบเครือข่ายแบบใด
ก.  แบบบัส                                                                                             ข.  แบบวงแหวน
ค.  แบบดวงดาว                                                                                   ง.   แบบผสม
10.  องค์  ISO  ร่วมมือกับ  ANSI  ได้พัฒนา  OSI  Model  ขึ้นในปี  ค.ศ.  ใด
ก.  ค.ศ.  1977                                                                                       ข.  ค.ศ.  1976
ค.  ค.ศ.  1975                                                                                       ง.  ค.ศ.  1974

เฉลย
                                                       




บทที่ 3
มาตรฐานและเทคโนโลยีของระบบเครือข่าย
Network Topology and Standard

2.1 Topology
การวางแผนในการวางรูปแบบการเชื่อมต่อทางกายภาพ และการไหลของข้อมูล (Network Topology)ถือเป็นส่วนสำคัญการที่จะมีการติดตั้งระบบเครือข่ายจริงทั้งนี้เนื่องจากในแต่ละองค์กรมีความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรเครือข่ายที่แตกต่างกัน รูปแบบการเชื่อมต่อในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมี 3 รูปแบบหลักคือ การเชื่อมต่อแบบบัส (Bus Topology) การเชื่อมต่อ แบบวงแหวน (Ring Topology) และการเชื่อมต่อแบบดวงดาว (Star Topology)


1. การเชื่อมต่อแบบบัส
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องข่ายคอมพิวเตอร์โดยใช้สายนำสัญญาณหลักเพียงเส้นเดียว (Back Bone) และที่ปลายสายทั้ง 2 ด้านจะมี Terminators ที่มีความต้านทาง 50 โอห์ม ติดอยู่โดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องซึ่งมักถูกเรียกว่าโหนด(Node)จะทำการเชื่อมต่อกับสายนำสัญญาณหลักนี้ตลอดแนวความยาวของสายรูปแบบการเชื่อมต่อชนิดนี้นิยมใช้กับสายนำสัญญาณแบบโคแอกเชียลเทคนิคการเชื่อมต่อแบบบัสยังสามารถแบ่งแยกย่อยได้ตามขนาดความหนาของสายนำสัญญาณหากใช้สายโคแอกเชียลแบบหนา(ThickCoaxial)จะมีอุปกรณ์ต่อแยกการเชื่อมต่อจากสายนำสัญญาณหลักออกเป็นสายย่อยความยาวสั้นๆเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งชุดต่อหนึ่งเครื่องสำหรับสายโคแอกเขียลแบบบางผู้ใช้งานจะสามารถนำสายดังกล่าวเชื่อมต่อเข้าและออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง               
                               
                       
                               



                        

                       รูปที่ 2.1 แสดงการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายแบบบัส

2. การเชื่อมต่อแบบวงแหวน
เป็นการนำปลายเปิดทั้งสองด้านของการเชื่อมต่อแบบบัสมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเกิดเป็น รูปวงแหวน โดยข้อมูลจะวิ่งวนในวงแหวนในทิศทางไดทิศทางหนึ่งตลอด ลักษณะการเชื่อมต่อแบบนี้ไม่ได้รับความนิยมใช้งานมากนักเพราะหากเกิดปัญหาขึ้นกับสายนำสัญญาณในจุดใดจุดหนึ่งก็จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้ทันทีปัจจุบันมีความพยายามในการออกแบบทางเทคนิคเพื่อทำให้ข้อมูลภายในเครือข่ายแบบวงแหวนสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั้ง2ทิศทางไม่ว่าจะเป็นทิศทางตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกาซึ่งเป็นเรื่องของโปรโตคอล

                               
                       
                       รูปที่ 2.2 การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายแบบวงแหวน

3. การเชื่อมต่อแบบดวงดาว
พัฒนาขึ้นหลังจากมีการเชื่อมต่อแบบบัสซึ่งลักษณะการเชื่อมต่อแบบนี้ปัจจุบันได้กลายมาเป็นการเชื่อมต่อที่ได้รับความนิยมใช้งานทั่วโลก มีแนวคิดดังในรูปที่ 2.3 คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมีการเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายโดยใช้สายนำสัญญาณต่อเข้าสู่อุปกรณ์ที่มีชื่อว่าฮับ (Hub) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งไว้ในจุด ๆ หนึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อวงจรหรือการเชื่อมต่อภายในระบบเครือข่ายเข้าด้วยกันเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์หรือไคลเอนด์ต่างต้องเชื่อมต่อกับฮับข้อดีของการเชื่อมต่อแบบดวงดาวก็คือหากสายนำสัญญาณเส้นใดเส้นหนึ่งขาดหรือเสียหายก็จะส่งผลกระทบเฉพาะกับคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวมิได้ส่งผลต่อระบบเครือข่ายโดยรวม

                               

                 รูปที่ 2.3 การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายแบบดวงดาว (Star)


2.2 องค์กรในการจัดการมาตรฐาน (Standard Organization)
การออกแบบเครือข่ายแบบต่างๆ และ Topology ต่างๆ ต้องการมาตรฐานที่จะเป็นแนวทางในการเลือกใช้อุปกรณ์เครือข่ายและบุคลากรมาตรฐานจะจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานสำหรับรูปแบบการส่งข้อมูล,รายละเอียดของอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่จะต้องใช้ในระบบเครือข่าย นอกจากนี้ยังบอกถึง ระยะเวลาในการเดินทางของ Packet จาก Node หนึ่งไปยัง Node อื่นๆ ในระบบเครือข่าย
กฎพื้นฐานเมื่อจะซื้ออุปกรณ์เครือข่ายคือจะต้องซื้ออุปกรณ์ที่ผลิตตามมาตรฐานเครือข่ายหรืออุปกรณ์นั้นสามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน เครือข่ายและควรหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่สนับสนุนโดย ผู้ขายเดี่ยว            
       
American National Standards Institute
หนึ่งในองค์กรที่จัดการมาตรฐานที่รวบรวมเทคโนโลยีต่างๆเกิดขึ้น คือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติแห่งสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute : ANSI) กลุ่มนี้ได้ตั้งที่ มาตรฐานเกี่ยวกับFiberOptic cabletrans missions นอกจากน ี้ANSI ยังเป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกาในองค์กรจัดการมาตรฐานระหว่างประเทศ (International Standard Organization)

Institute Of Electrical And Electronics Engineering (IEEE)IEEE เป็นองค์กรมาตรฐานที่จัดการมาตรฐานทางด้านการสื่อสาร (Communication) โดยมีThe Computer Society Local Network Committee ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใต้ IEEEได้ออกมาตรฐานเกี่ยวกับLANออกมาใช้มากมายในปัจจุบันนอกจากนี้ยังกำหนดมาตราฐานเกียวกับการรวมเสียงเข้าไปในการเครือข่ายข้อมูลด้วย

International Standards Organization (ISO)องค์กรจัดการมาตรฐานระหว่างประเทศตั้งอยู่ในกรุงเจนนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์แต่ละชาติจะมีส่วนร่วมในการจัดการมาตรฐานต่างๆในองค์กรนี้ เช่น ISO ร่วมมือกับ ANSI ในการพัฒนาOSI Model (Open Systems Interconnection Model) ขึ้นในปี 1974 เพื่อเป็นแบบจำลองในการสื่อมารข้อมูลในระบบเครือข่ายและแบบจำลองนี้ก็ถูกผลักดันให้เป็นมาตรฐานของสถาปัตยกรรมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในเวลาต่อมา OSI ประกอบด้วยเจ็ดชั้น โดยในแต่ละชั้นจะมีการทำงาน จำเพาะเจาะจงเพื่อจัดเตรียมสำหรับการบริการเครือข่ายรวม และการสื่อสารข้อมูลซึ่งกันและกัน


2.3 สถาปัตยกรรมเครือข่าย OSI (OSI Architecture)        
        เพื่อให้การออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปในมาตรฐานเดียวกันองค์กรมาตรฐานสากลอย่าง ISO
จึงได้กำหนดตัวแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า OSI (Open System Interconnection)ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้มีการติดต่อส่งข้อมูลในลักษณะระบบเปิด (Open Systems) ได้

ตัวแบบเครือข่ายแบบ OSI ซึ่งแบ่งระดับชั้นออกเป็น 7 ระดับชั้นดังนี้คื
1. ระดับชั้นฟิสิคัล (Physical layer)
2. ระดับชั้นดาต้าลิงก์ (Data link layer)
3. ระดับชั้นเน็ตเวิร์ก (Network layer)
4. ระดับชั้นทรานสปอร์ต (Transport layer)
5. ระดับชั้นเซสชัน (Session layer)
6. ระดับชั้นพรีเซนเตชัน (Presentation layer)
7. ระดับชั้นแอปพลิเคชัน (Application layer)

 
แสดงตัวแบบสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ OSI

ระดับชั้นฟิสิคัล

        แสดงตัวแบบสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ OSIระดับชั้นฟิสิคัลสาระสำคัญของระดับชั้นฟิสิคัลจะเกี่ยวกับการส่งสัญญาณบิตข้อมูลผ่านช่องสัญญาณให้ได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพกล่าวคือเมื่อผู้ส่งส่งบิตที่มีค่าเป็น1ผู้รับต้องได้รับบิตมีค่าเป็น1เช่นเดียวกันและเพื่อให้การส่งบิต
ข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้องระดับชั้นฟิสิคัลจึงมีการกำหนดค่าต่างๆ เช่น
- กำหนดค่าแรงดันไฟฟ้าของบิต 1 , 0 และอัตราของการส่งข้อมูล (สัญญาณเวลาที่ใช้ในการรับส่งข้อมูล)
- กำหนดมาตรฐานการส่งสัญญาณแบบแอนาล็อกและแบบดิจิตอล มาตรฐานของตัวแปลงสัญญาณ มาตรฐานของการอินเตอร์เฟซและการส่งข้อมูลโต้ตอบระหว่างอุปกรณ์ผู้ใช้ (DTE) กับอุปกรณ์สื่อสาร (DCE)
- กำหนดลักษณะช่องสัญญาณของสายสื่อสารในลักษณะของ ซิมเพล็กซ์ ฮาล์ฟดูเพล็กซ์หรือฟูลดูเพล็กซ์ตลอดจนการมัลติดเพล็กซ์สัญญาณข้อมูล

ระดับชั้นดาต้าลิงก์
หน้าที่ของระดับชั้นดาต้าลิงก์คือ การบริการส่งข้อมูล ระหว่างโหนดที่ติดกันของเครือข่ายให้ผ่านสายส่งได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ หน้าที่โดยสังเขปของระดับชั้นนี้เช่น
- การตรวจสอบความถูกต้องของการส่งข้อมูล ซึ่งหากมีความผิดพลาดอันเนื่องมาจาก
สัญญาณรบกวนในสายส่ง (Noise) ระดับชั้นนี้ต้องทำการแก้ไข ซึ่งกระบวนการแก้ไข
ข้อมูลที่ผิดพลาดสามารถทำได้โดยการนำเอาบิตข้อมูลมาทำเป็นเฟรม (บล็อกของบิตข้อมูล)
และทำการตรวจสอบและแก้ไขทั้งเฟรม ดังนั้น จึงมีการกำหนดโครงสร้างและขอบเขตของเฟรม เพื่อเพียร์โปรเซสส์ของฝั่งรับจะสามารถนำเฟรมของข้อมูลไปประมวลผลได้อย่างถูกต้อง      แสดงถึงตัวอย่างของเฟรมจะเห็นว่ามีการเพิ่มแฟล็ก(Flag)ที่ต้นและท้ายของเฟรมข้อมูลเพื่อให้ฝั่งรับสามารถรับรู้ขอบเขตของเฟรมได้ถูกต้อง
 
แสดงถึงตัวอย่างของเฟรมจะเห็นว่ามีการเพิ่มแฟล็ก(Flag)ที่ต้นและท้ายของเฟรมข้อมูลเพื่อให้ฝั่งรับสามารถรับรู้ขอบเขตของเฟรมได้ถูกต้อง
- ควบคุมให้การส่งข้อมูลระหว่างโหนดที่ติดกันผ่านสายส่งเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีข้อมูลหายหรือข้อมูลซ้ำ อันเนื่องมาจากสัญญาณรบกวนในสายอาจจะทำให้เฟรมข้อมูลหายไปได้จึงอาจต้องมีการส่งเฟรมเดิมไปใหม่หลายครั้ง ซึ่งก็อาจทำให้ฝั่งรับได้รับเฟรมเดิม
- ควบคุมการไหลของข้อมูล (flow control) โดยไม่ให้ฝั่งส่ง ๆ ข้อมูลเร็วเกินไปจนฝั่งรับนำข้อมูลที่รับเข้ามาส่งให้แก่ระดับชั้นเน็ตเวริร์กไม่ทันทำให้ข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทับข้อมูลเดิมที่อยู่ในบัฟเฟอร์ของระดับชั้นดาต้าลิงก์ฝั่งรับ ซึ่งทำให้ข้อมูลเสียหายได้
- กำหนดวิธีการในการส่งข้อมูลระหว่างโหนดที่ติดกันทั้งในกรณีของการส่งแบบ ซิมเพล็กซ์ ฮาล์ฟดูเพล็กซ์ และฟูลดูเพล็กซ์


ระดับชั้นเน็ตเวิร์ก
สาระสำคัญของระดับชั้นเน็ตเวิร์กคือกำหนดเส้นทางการส่งข้อมูลผ่านโหนดต่างๆของเครือข่ายจากต้นทางให้ถึงปลายทางได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งวิธีการกำหนเส้นทางเดินของข้อมูลอาจจะเป็นลักษณะที่ทุก ๆ แพ็กเกตของข้อมูลชุดเดียวกันถูกส่งผ่านโหนดต่าง ตามเส้นทางเดียวกันเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง หรือเป็นลักษณะที่แต่ละแพ็กเกตถูกส่งผ่านโหนดของเส้นทางที่แตกต่างกันไปแล้วค่อยไปรวมกันใหม่ที่ปลายทาง ขึ้นอยู่กับว่าเส้นทางใดที่จะสามารพส่งแพ็กเกตให้ถึงปลายทางได้เร็วที่สุด นอกจากนั้นหากในเครือข่ายมีแพ็กเกตจำนวนมากอาจทำให้เกิดการ ติดขัดของการส่งข้อมูล (congestion) จึงเป็นหน้าที่ของระดับชั้นเน็ตเวิร์กที่ต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้
ระดับชั้นทรานสปอร์ต
สาระสำคัญของระดับชั้นทรานสปอร์ตคือ การควบคุมการส่งข้อมูลของผู้ใช้ต้นทางหรือกระบวนการประมวลผลของโฮสต์ต้นทาง ระดับชั้นทรานสปอร์ตมีการทำงานคล้ายกับบริษัท Shipping ซึ่งจะคอยดูแลการขนส่งสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทางได้ถูกต้องครบถ้วนตามเวลาที่กำหนดแต่จะไม่ได้เป็นผู้ที่ทำการขนส่งสินค้าเองหน้าที่การขนส่งสินค้าเป็นหน้าที่ของบริษัทขนส่งนอกจากนี้ในระดับชั้นทรานสปอร์ตยังมีหน้าที่ดูแล
ความสามารถในการส่งข้อมูลของผู้ใช้ในกรณีที่ชนิดรูปแบบและเทคโนโลยีของการส่งข้อมูลของเครือข่ายสื่อสารเปลี่ยนไปก็เป็นหน้าที่ของระดับชั้นทรานสปอร์ตในการกันผู้ใช้จากการเปลี่ยนแปลงไปนั้นทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูล ได้ดังเดิมในOSI ถือได้ว่าตั้งแต่ระดับชั้นทรานสปอร์ตลงมานั้นเป็นระดับชั้นต่ำ(LowerLayer)ทำหน้าที่หลักในการสื่อสารส่งข้อมูลจากต้นทางถึงปลายทางให้ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ส่วนตั้งแต่ระดับชั้นเซสชันระดับชั้นพรีเซนเตชันและระดับชั้นแอปพลิเคชันถูกจัดว่าเป็นระดับชั้นที่สูง (upper layer) ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการความสะดวกสบายต่าง ๆ แก่ผู้ใช้ หรือแก่โปรแกรมประยุกต์ โดยผู้ใช้แต่ละราย
ระดับชั้นเซสชัน
มีหน้าที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ในการสร้างเซสชัน (session) ของการติดต่อระหว่างเครื่องและยกเลิกเซสชันของการติดต่อสื่อสาร ตัวอย่างของการสร้างเซสชันของการติดต่อ เช่น การสร้าง เซสชันเพื่อใช้ในการ Log in ของเครื่อง Client เข้าสู่เครื่อง Server หรือในการโอนย้ายไฟล์ข้อมูลระหว่างเครื่องเมือมีการสร้างเซสชันของการติดต่อแล้วระดับชั้นเซสชันจะใช้บริการของระดับชั้นทรานสปอร์ตในการติดต่อส่งข้อมูลจากต้นทางถึงปลายทาง และเมื่อเลิกเซสชันของการติดต่อแล้ว การติดต่อส่งข้อมูลในระดับชั้นทรานสปอร์ตก็จะถูกยกเลิกไปด้วย ดังแสดงในรูป (ก)แต่ในบางกรณี เช่น การจองตั๋วรถไฟ เมื่อมีการจองตั๋วแต่ละครั้งจะมีการสร้างเซสชันของการติดต่อระหว่าง Clientที่สถานีย่อยกับServerของสำนักงานใหญ่เมื่อจองตั๋วเสร็จแล้วเซสชันจะถูกยกเลิกไปแต่ก็ไม่มีความจำเป็น
ต้องยกเลิกการติดต่อในระดับชั้นทรานสปอร์ตเพราะแน่นอนว่าจะมีการติดต่อมาเพื่อใช้Serverที่สำนักงานใหญ่อีกภายในไม่กี่นาที ซึ่งรูปแบบของการติดต่อเช่นนี้แสดงได้ดังในรูป (ข)

ป�� 5 � � P� `� �ญ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้- LAN (Local Area Network) เป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในพื้นที่จำกัดเช่นภายในตึกสำนักงานหรือภายในโรงงานส่วนมากจะใช้สายเคเบิ้ลในการติดต่อสื่อสารกัน



แสดงการติดต่อของระดับชั้นเซสชันซึ่งสัมพันธ์กับการติดต่อในระดับชั้นทรานสปอร์ต
นอกจากนั้นในการการโอนย้ายไฟล์ หรือการส่งแฟ้มข้อมูลไปพิมพ์ ณ ที่ไกลออกไป (Remote Printing) หากการส่งข้อมูลโดยระดับชั้นทรานสปอร์ตทำได้ถูกต้องและข้อมูลนี้ถูกนำไปพิมพ์ แต่ในระหว่างการพิมพ์นั้น เครื่องพิมพ์เกิดขัดข้องทำให้ข้อมูลบางส่วนหายไประดับชั้นเซสชันจะมีหน้าที่ในการแก้ปัญหานี้โดยให้มีการซิงโครไนเซชันของการส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้ทั้งสองฝั่งโดยที่ระดับชั้นเซสชันจะยอมให้ผู้ใช้แบ่งข้อความออกมาเป็นหน้าๆ และใส่จุดซิงโครไนเซชันระหว่างแต่ละหน้า ด้วยวิธีเช่นนี้เมื่อเกิดปัญหาที่หน้าใด ระบบก็สามารถปรับ (reset) สภาวะของการติดต่อส่งข้อมูลให้กลับไปยังจุดซิงโครไนเซชันก่อนหน้า และทำการส่ง ข้อมูลต่อจากจุดซิงโครไนเซชันนั้น

แสดงตัวอย่างกานใส่จุดซิงโครไนเซชัน


ระดับชั้นพรีเซนเตชัน
ระดับชั้นพีเซนเตชันทำหน้าที่เกี่ยวกับการคงไว้ซึ่งความหมายของข้อมูลที่ส่งเมื่อผู้ส่งได้ส่งข้อมูลที่มีความหมายอย่างไร ผู้รับต้องได้รับข้อมูลซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกันนั้น ทั้งนี้เนื่อง จากคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันจะมีรูปแบบของการแทนค่าข้อมูลภายในเครื่องแตกต่างกัน เช่น เครื่องเมนเฟรมของไอบีเอ็มจะใช้รหัส EBCDIC แทนค่าตัวอักษร ในขณะที่คอมพิวเตอร์อื่นๆใช้ รหัสแอสกี นอกจากนั้นไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ 2's complement สำหรับนับจำนวนตัวเลข (integer) 16 บิต แต่เครื่อง CDC Cybers ใช้จำนวนบิต 60 บิต 1's complement สำหรับจำนวนตัวเลข จึงเป็นหน้าที่ขอระดับชั้นพรีเซนเตชันในการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมในการส่ง ข้อมูล นอกจากนั้นระดับชั้นพรีเซนเตชันยังทำหน้าที่อื่นๆ อีกเช่น
- ทำหน้าที่ในการอัดข้อมูล (data compression) ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการส่ง ข้อมูลลงไปได้มาก
- ป้องกันข้อมูลไม่ให้ถูกอ่านหรือแก้ไขโดยบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ตรวจพิสูจน์ว่าผู้ที่ส่งข้อมูลนั้นเป็นผู้ส่งจริงหรือไม่ ซึ่งใช้หลักการของการเข้ารหัสลับข้อมูล (encryption)

ระดับชั้นแอปพลิเคชั่น

หน้าที่สำคัญของระดับชั้นนี้คือการให้บริการโปรแกรมประยุกติต่างๆที่ใช้ในระบบเครือข่าย เช่น การส่งแฟ้มข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างนอกจากนี้ระดับชั้นแอปพลิเคชันยังมีหน้าที่จัดการโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานบนโฮสต์ให้สามารถทำงานได้กับเทอร์มินัลชนิดต่าง ๆ ได้ เนื่องจากปกติแล้วเทอร์มินัลแต่ละชนิดจะมีการใช้ตัวอักษรในการควบคุมหน้าจอ (control characters) แตกต่างกันออกไป

2.4 สถาปัตยกรรมเครือข่าย TCP/IP (TCP/IP Architecture)
TCP/IP เริ่มมาจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐเมริกา(DoD,U.S.DepartmentofDefense)โดยช่วงแรกมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆตลอดจนหน่วยงานของรัฐโดยการใช้สายเช่าโทรศัพท์ในการเชื่อมโยงของเครือข่ายและให้บริการส่งข้อมูลซึ่งเป็นการให้บริการแบบ Connection-oriented และเรียกเครือข่ายนี้ว่าอาร์พาเน็ต (ARPANET) ต่อมาเมื่อมีการขยายเครือข่ายใช้งานกันแพร่หลายมากขึ้น ทำให้มีความจำเป็นในการกำหนดเป็สถาปัตยกรรมเครือข่าย เพื่อให้สามารถบริการส่งข้อมูลผ่าน เครือข่ายได้ทั้งแบบConnection-oriented และ Connectionless ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้เรียกกันทั่วไป ว่า ตัวแบบTCP/IP (TCP/IP Reference Model) ตามโปรโตคอล TCP (Transmission Control Protocol)ในระดับชั้นทรานสปอร์ตและโปรโตคอลIP(InternetProtocol)ในระดับชั้นเน็ตเวิร์กซึ่งเป็นโปรโตคอลสำคัญของสถาปัตยกรรมเครือข่ายนี้ตัวแบบTCP/IPเมื่อเปรียบเทียบกับตัวOSIได้แสดงดังรูปในที่นี้จะอธิบายโดยสังเขปถึงเนื้อหาสาระของระดับชั้นต่าง ๆ ของตัวแบบนี้


แสดงตัวแบบ TCP/IP และตัวแบบ OSI

ระดับชั้นโฮสต์-ทู-เน็ตเวิร์ก (Host-to-network)
ในระดับชั้นนี้สาระสำคัญเพียงแต่ระบุว่าโฮสต์จะต้องติดต่อเข้ากับเครือข่ายโดยอาศัย โปรโตคอลอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อที่จะส่งแพ็กเกตผ่านเครือข่ายไปได้ในการที่ตัวแบบ TCP/IP ไม่กำหนดโปรโตคอลที่ใช้ในการติดต่อระหว่างโฮสต์กับเครือข่ายนั้น ทำให้ตัวแบบ TCP/IP สามารถใช้งานได้ดีทั้งกับแลนและแวน แต่อย่างไรก็ตามมีผู้ออกแบบโปรโตคอลเพื่อใช้ในการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เข้าสู่อินเทอร์เน็ต เช่น โปรโตคอน SLIP (Serial Line IP)และโปรโตคอล PPP (Point-to-Point Protocol) เป็นต้น
ระดับชั้นอินเทอร์เน็ต
สาระสำคัญของระดับชั้นอินเตอร์เน็ตนี้เป็นการหาเส้นทางส่งข้อมูล (routing) ในการส่ง ข้อมูลจากโฮสต์ต้นทางให้ถึงโฮสต์ปลายทางได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพซึ่งคล้ายกับสาระสำคัญของระดับชั้นเน็ตเวิร์กของ ISO ในระดับชั้นนี้จะมีโปรโตคอลที่ถูกออกแบบมาให้บริการส่งข้อมูลแบบConnectionlessโดยโฮสต์ต้นทางสามารถส่งแพ็กเกตข้อมูลเข้าไปในเครือข่ายใดๆได้แล้วโปรโตคอนนี้จะส่งแพ็กเกตผ่านเครือข่ายต่างๆไปถึงปลายทางโดยที่แต่ละแพ็กเกตจะถูกส่งอย่างอิสระจากกันและกันกล่าวคืออาจจะผ่านเส้นทางแตกต่างกันและเมื่อไปถึงปลายทางอาจจะมีลำดับที่แตกต่างจากตอนส่งก็ได้ ซึ่งก็ต้องเป็นหน้าที่ของระดับชั้นทรานสปอร์ต(ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเครื่องโฮลต์)ในการควบคุมความผิดพลาดของการส่งข้อมูล

 ระดับชั้นทรานสปอร์ต
ระดับชั้นทรานสปอร์ตของตัวแบบ TCP/IP ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ควบคุมการส่ง ข้อมูลระหว่างโฮสต์ปลายทางทั้งสอง ซึ่งก็คล้ายกับหน้าที่ของระดับชั้นทราน สปอร์ตของตัวแบบ ISO ในระดับชั้นทรานสปอร์ตของ TCP/IP มีโปรโตคอลที่ถูกใช้ 2 ตัวโปรโตคอลแรกคือ TCP ซึ่งให้บริการส่งข้อมูลเป็นแบบ Connectionoriented กล่าวคือควบคุมให้ฝั่งส่งและฝั่งส่งและฝั่งรับสามารถส่งข้อมูลแบบ Byte stream ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างถูกต้อง โดยที่ TCPจะแบ่ง ข้อมูลที่ได้รับมาจาหระดับชั้นบออกเป็นบล็อกที่เหมาะสมกับการส่งผ่านเครือข่าย และส่งข้อมูลไปยังระดับชั้นอินเทอร์เน็ตส่วน TCP ปลายทางจะรวบรวมบล็อกข้อมูลที่ได้รับมาและส่งไบต์ ข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ระดับชั้นข้างบน หรับโปรโตคอลแบบที่สองคือ UDP(UserDatagramProtocol) ซึ่งให้บริการส่งข้อมูลแบบConnectionlessโดนไม่เน้นความถูกต้องของลำดับของข้อมูลโปรโตคอลนี้จะเหมาะสำหรับงานประยุกต์ที่ต้องการความเร็วของการส่งข้อมูลมากกว่าความถูกต้องของข้อมูล เช่นการส่งข้อมูลเสียงหรือข้อมูลภาพเคลื่อนไหวนอกจากนั้นยังใช้สำหรับงานประยุกต์แบบถามตอบข้อมูล (request-reply) และงานประยุกต์ที่ต้องการแพร่กระจายข้อมูลไปยัง ผู้ใช้หลายคนพร้อมกัน

แสดงตัวอย่างโปรโตคอลและเครือข่ายภายในตัวแบบ TCP/IP

ระดับชั้นแอปพลิเคชัน
ในระดับแอปพลิเคชันมีโปรโตคอลที่ผู้ใช้หรือโปรแกรมประยุกต์สามารถใช้บริการได้หลายชนิด เช่น
-Telnet ซึ่งเป็นโปรโตคอลสำหรับเทอร์มินัลเสมือนโดยทำให้ผู้ใช้สามารถใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลออกไปและแสดงผลลัพธ์ของตนเองในการที่จะเข้าไปใช้งาน(login)เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลออกไปและแสดงผลลัพธ์บนหน้าจอเครื่องตนเอง
- FTP (File Transfer Protocol) ซึ่งบริการส่งแฟ้มข้มูลจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ
- SMTP(Simple Mail Transfer Protocol) ซึ่งใช้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่าน อินเทอร์เน็ต
- DNS (Domain Name System) ซึ่งช่วยเปลี่ยนชื่อของเครื่องโฮสต์ (เช่น cs.yale.edu) ให้เป็นไอพีแอดเดรส(IP address) ที่ใช้ในการส่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ต
- HTTP (HypirText Transfer Protocol) ซึ่งใช้ในการดึงข้อมูลจากเว็บไซต์บนเวิลด์ไวด์เว็บ เป็นต้น



 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยที่  3

1.รูปแบบการเชื่อมต่อในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีกี่รูปแบบ
ก.  2  รูปแบบ                                                                                        
ข.  3   รูปแบบ
ค.  4  รูปแบบ                                                                                       
ง.  5   รูปแบบ
2. เป็นการเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์  โดยใช้สายนำสัญญาณหลักพียงเส้นเดียว  เป็นการเชื่อมต่อแบบใด
ก. แบบบัส                                                                                             ข.  แบบวงแหวน
ข.  แบบดวงดาว                                                                                   
ค.  แบบผสม
3. องค์กรที่จัดมาตรฐานที่รวบรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ  ของสหรัฐอเมริกาคือสถาบันมาตรฐานใด
ก.  IEEE                                 
ข.  ISO                                  
ค.  OSI                                  
ง. ANSI
4. คำว่า  OSI  ย่อมาจากคำว่าอะไร
ก.  International  Standard  Original                                          
ข.  International  Standard  Organization
ค.  Interactive  Standard  Original                                             
ง.  Interactive  Standard  Organization
5.  ตัวรูปแบบระบบเครือข่าย  OSI  ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้น  ๆ  ได้กี่ชั้น
ก.  5   ชั้น                               
ข.  6   ชั้น                               
ค.  7    ชั้น                              
ง.  8   ชั้น
6.  สถาปัตกรรมเครือข่าย  TCP/IP  สามารถแบ่งออกได้กี่ชั้น
ก.  5   ชั้น                               
ข.  6   ชั้น                               
ค.  7    ชั้น                              
ง.  8   ชั้น
7.  HTTP   ย่อมาจากคำว่าอะไร
ก.  Hypir  Text  Transfer  Protocol                                              
ข.  Hight  Text Transfer  Protocol
ข.  Hight  Text Transaction  Protocol                                        
ง.  Hight  Text Transaction  Protocol
8.  ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลให้รับได้ทีละหลายๆ  เครื่องพร้อม  ๆ กัน  เป็นข้อดีของระบบเครือข่ายแบบใด
ก. แบบบัส                                                                                             
ข.  แบบวงแหวน
ข.  แบบดวงดาว                                                                                   
ค.  แบบผสม
9.  องค์  ISO  ร่วมมือกับ  ANSI  ได้พัฒนา  OSI  Model  ขึ้นในปี  ค.ศ.  ใด
ก.  ค.ศ.  1977                                                                                      
ข.  ค.ศ.  1976
ค.  ค.ศ.  1975                                                                                      
ง.  ค.ศ.  1974
10.  หน้าที่ที่สำคัญในการกำหนดเส้นทางการส่งข้อมูลผ่านโหนดต่าง ๆ  ของระบบเครือข่ายจากต้นทางไปถึงปลายทางได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว   เป็นหน้าที่ของระดับใดใน  OSL  Model
ก.  ระดับเน็ตเวิร์ก                                                                                
ข.  ระดับชั้นเซสซัน
ค.   ระดับชั้นดาต้าลิงก์                                                                        
ง.  ระดับชั้นทรานสปอร์ต


 เฉลย

 1.       ค
 2.       ก
 3.       ง
 4.       ข
 5.       ค
 6.       ข
 7.       ก
 8.       ข
 9.       ง
 10.     ง       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น